สโตรก คือ ภาวะฉุกเฉินที่เลือดไปเลี้ยงสมองถูกขัดขวางจากเส้นเลือดอุดตันในสมอง หรือเกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้เซลล์สมองเสียหายอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยจึงควรได้รับการประเมินรักษาโดยเร็วที่สุด หลังผ่านระยะเฉียบพลัน การฟื้นฟูต่อเนื่องมีส่วนช่วยให้กลับมาเคลื่อนไหว สื่อสาร กลืนอาหาร และใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้นตามศักยภาพของแต่ละคน
สโตรกเกิดจากอะไร และสมองขาดเลือดต่างจากเลือดออกอย่างไร?
โรคสโตรกแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ ภาวะสมองขาดเลือดจากหลอดเลือดตีบหรืออุดตัน และภาวะเลือดออกจากหลอดเลือดในสมองแตก ทั้งสองแบบอาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือเสียการทรงตัวได้ แต่แนวทางการดูแลระยะเฉียบพลันแตกต่างกัน จึงไม่ควรรอดูอาการเอง ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคสโตรก ได้แก่ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การสูบบุหรี่ น้ำหนักเกิน ขาดการออกกำลังกาย และการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การติดตามโรคประจำตัวและใช้ยาตามแพทย์แนะนำจึงสำคัญต่อการลดโอกาสเกิดสโตรกซ้ำ
อาการของโรคสโตรกที่ต้องรีบไปโรงพยาบาล
อาการของสโตรกมักเกิดขึ้นฉับพลัน โดยสังเกตได้จากอาการต่อไปนี้
- หน้าเบี้ยว มุมปากตก หรือชาครึ่งหน้า
- แขนหรือขาอ่อนแรง ชา ยกไม่ขึ้น โดยเฉพาะเพียงข้างเดียว
- พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ ฟังแล้วไม่เข้าใจ หรือสับสนทันที
- เดินเซ เวียนศีรษะรุนแรง เสียการทรงตัว
- ตามัว เห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นกะทันหัน
- ปวดศีรษะรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน
หากพบอาการเหล่านี้ ควรโทร. 1669 หรือไปห้องฉุกเฉินทันที แม้อาการจะดีขึ้นหรือหายไปเอง เพราะอาจเป็นภาวะสมองขาดเลือดชั่วคราว ซึ่งยังต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน ผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจเรื่องหลอดเลือดอุดตันเพิ่มเติม สามารถดู อาการเตือนภาวะสมองขาดเลือดจากหลอดเลือดอุดตัน ได้
หลังเกิดสโตรก ผู้ป่วยอาจมีผลกระทบอะไรบ้าง?
ความรุนแรงของอาการขึ้นอยู่กับบริเวณสมองที่ได้รับผลกระทบ ผู้ป่วยสโตรกบางรายฟื้นตัวได้ดี ขณะที่บางรายต้องอาศัยการดูแลระยะยาว โดยอาจพบอาการอ่อนแรงครึ่งซีก กล้ามเนื้อเกร็ง เดินลำบาก กลืนลำบาก สำลักง่าย พูดหรือสื่อสารลำบาก ความจำและอารมณ์เปลี่ยนแปลง การประเมินความสามารถของผู้ป่วยเป็นรายบุคคลช่วยให้วางเป้าหมายการดูแลได้เหมาะสม เช่น การนั่งทรงตัว ย้ายตัว เดิน รับประทานอาหาร หรือสื่อสารกับคนในครอบครัว
แนวทางฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกอย่างต่อเนื่อง
การฟื้นฟูควรเริ่มเมื่อผู้ป่วยมีอาการคงที่และอยู่ภายใต้คำแนะนำของทีมรักษา เป้าหมายไม่ใช่การเร่งให้หายเป็นปกติในเวลาอันสั้น แต่เป็นการช่วยให้ผู้ป่วยกลับมาทำกิจกรรมที่สำคัญต่อชีวิตได้มากที่สุด พร้อมลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน
แนวทางฟื้นฟูอาจประกอบด้วย
- กายภาพบำบัด เพื่อฝึกการเคลื่อนไหว การทรงตัว และความแข็งแรง
- กิจกรรมบำบัด เพื่อฝึกทำกิจวัตร เช่น แต่งตัว รับประทานอาหาร หรือเข้าห้องน้ำ
- การฝึกพูดและการสื่อสาร
- การประเมินและฝึกกลืน เพื่อลดความเสี่ยงสำลัก
- การดูแลโภชนาการ อารมณ์ และการให้ครอบครัวมีส่วนร่วม
สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการแผนดูแลและฟื้นฟูเฉพาะบุคคล สามารถศึกษารายละเอียด Stroke Intensive Rehabilitation Program ซึ่งออกแบบการฟื้นฟูให้สอดคล้องกับอาการ เป้าหมาย และข้อจำกัดของผู้ป่วยแต่ละราย
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโรคสโตรก
สโตรกหายเองได้ไหม?
ไม่ควรรอดูอาการเอง เพราะสโตรกเป็นภาวะฉุกเฉิน แม้อาการจะทุเลาลงก็ยังต้องพบแพทย์ทันทีเพื่อหาสาเหตุและลดความเสี่ยงของอาการรุนแรงหรือเกิดซ้ำ
ผู้ป่วยสโตรกทุกคนต้องนอนติดเตียงหรือไม่?
ไม่จำเป็น ความสามารถในการฟื้นตัวแตกต่างกันตามตำแหน่งสมองที่ได้รับผลกระทบ ความรุนแรง อายุ โรคร่วม และความต่อเนื่องของการฟื้นฟู ผู้ป่วยบางรายกลับมาเดินหรือทำกิจวัตรบางส่วนได้
เริ่มฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกเมื่อไรดี?
ควรเริ่มเมื่อแพทย์ประเมินว่าอาการคงที่และปลอดภัย ยิ่งเริ่มฟื้นฟูตามความเหมาะสมและทำอย่างต่อเนื่อง ยิ่งช่วยลดปัญหากล้ามเนื้ออ่อนแรง ข้อติด และภาวะแทรกซ้อนจากการนอนนาน
ผู้ป่วยสโตรกที่กลืนลำบากควรดูแลอย่างไร?
ควรให้แพทย์หรือนักแก้ไขการพูดประเมินการกลืนก่อนปรับอาหารหรือให้อาหารทางปากเอง เนื่องจากผู้ป่วยอาจเสี่ยงสำลักและเกิดปอดอักเสบได้
เมื่อผู้ป่วยสโตรกต้องการการดูแลต่อเนื่องมากกว่าการฟื้นฟู
ผู้ป่วยสโตรกบางรายต้องการมากกว่าการฟื้นฟูร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อมีโรคร่วมหลายระบบ ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย หรือมีอาการรบกวนที่กระทบคุณภาพชีวิต ศูนย์ดูแลผู้ป่วย Stroke ของ ONE VELA โรงพยาบาลวันเวลา อินเตอร์เนชั่นแนล ดูแลโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ เพื่อวางแผนฟื้นฟู ดูแลอาการ และสนับสนุนครอบครัวอย่างเหมาะสมในทุกระยะของการดูแล





